'ล้างพิษ' ด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน
เมื่อเอ่ยถึงการล้างพิษ สิ่งแรกที่คนสส่วนใหญ่นึกถึง คือการสวนทวารหนัก ด้วยน้ำกาแฟ เพราะได้ยินบ่อย ๆ จากแนวคิดแบบชีวจิต แท้จริงแล้ว การล้างพิษ หรือ Detoxification เป็นศัพท์บัญญัติของ นักธรรมชาติบำบัด ชาวอังกฤษ ที่ศึกษาศาสตร์อายุรเวท (แพทย์แผนโบรารณ) ของอินเดีย แล้วเขียนเป็นตำรา โดยดัดแปลงให้เหมาะกับ ชาวตะวันตก ตำรานี้ ได้ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมทั้งภาษาไทย จึงจุดประกายความคิด ให้แพทย์แผนปัจจุบันบางคน หันมาสนใจภูมิปัญญาดั้งเดิมของ ชาวตะวันออกกันมากขึ้น
เดิมที Detoxification หมายถึง การขจัดพิษ ในผู้ติดยาเสพติด แต่เมื่อนักธรรมชาติบำบัดขอยืมมาใช้ ก็มีความหมายแตกต่างออกไป เช่นเดียวกับ คำว่า "การล้างพิษ" ในภาษาไทย ก็เป็นศัพท์บัญญัติใหม่ สื่อถึงวิธีการหนึ่ง ที่มักปฏิบัติกับโรคที่ การแพทย์แผนปัจจุบัน ยังรักษาไม่ได้ หรือรักษาได้ แต่ไม่หายขาด อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ โรคอัมฤกษ์อัมพาต โรคภูมิแพ้ โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น โรคเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วย หันหน้า ไปพึ่งแนวทางธรรมชาติบำบัด ด้วยการใช้อาหารเป็นยา ใช้สมุนไพร เป็นยา และการออกกำลังกายแบบตะวันออก ได้แก่ โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง ฤาษีดัดตน
ซึ่งหลักการล้างพิษตามแนวคิด ของนักธรรมชาติบำบัด ก็คือการพักงาน ของระบบย่อยอาหารในส่วนของตับ ตับอ่อน กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก โดยถ่ายของเสียซึ่งเป็นพิษ หรือกำลังจะเปลี่ยนเป็นพิษ (Toxin) ออกจากร่างกายไป พร้อมทั้งเติมของดี (อาหารกายและใจ) ที่เสริมสร้างสุขภาพ เข้าไปแทน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิษ (Toxin) เกิดมาจากไหน ? นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชื่อว่า จุลินทรีย์บางจำพวก เป็นตัวปล่อยพิษออกมา ขณะสลายตัว แบ่งตัว หรือตาย ส่วนจุลินทรีย์อีกพวกหนึ่ง ก็ปล่อยพิษออกมา ทันทีที่เข้าสู่ร่างกายคน นอกจากนี้แล้ว ปฏิกิริยาทางเคมี ในร่างกายคน ก็อาจเป็พิษได้เหมือนกัน จะว่าไปแล้ว จุลินทรีย์ในร่างกายคนเรา บางชนิดก็มีประโยชน์ อย่างแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสในลำไส้ใหญ่ บางชนิดก็มีโทษ เช่น Helcobacter Pylori ที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร แต่การที่เรายังแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยจากจุลินทรีย์เหล่านั้น เพราะระบบภูมิคุ้มกัน สามารถทำหน้าที่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง สูตรสำเร็จที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน มีประสิทธิภาพ คือ อาหารที่เสริมสร้างสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลักพักผ่อนให้พอดี ดูแลให้ระบบขับถ่าย ของเสียให้ทำงานปกติ และรักษาจิตใจให้สงบ เพราะจิตใจที่ปกติ มีส่วนทำให้ระบบ ต่อมไร้ท่อ (Hormones) ทำงานได้เป็นปกติ แต่สภาพแวดล้อม ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เรา มีเวลาดูตัวเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นการก่อปัจจัยเสี่ยง ในการเกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นมา นี่เป็นที่มา ที่ทำให้คนพูดถึงการล้างพิษ กันมากขึ้น
แม้การล้างพิษ จะมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่เราจะแนะนำนี้ เป็นการใช้สมุนไพร พื้นบ้าน ที่สามารถหาได้ทั่วไปมาใช้ในการล้างพิษ และสามารถปฏิบัติได้ง่าย
เริ่มจากการล้างพิษ โดยขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ด้วยการรับประทาน ผลไม้ หรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อาทิ กระทกรก ส้มเปรี้ยว มะเขือเทศ เป็นต้น ในตอนเช้า (6.00-9.00 น.) หรือตอนเย็น (18.00-21.00 น.) เพื่อช่วยสร้างกากอาหาร และขับเคลื่อนกากอาหารในลำไส้ใหญ่ หรืออาจใช้ ดอกกระเจี๊ยบแดงแห้งบด หรือมะขามเปียก (รสเปรี้ยว) ชงนำเดือดสักแก้วหนึ่ง แล้วดื่ม เมื่อร่างกายมีการขับถ่ายของเสียทุกวัน ก็จะรู้สึกปลอดโปร่ง สามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่อึดอัด ส่วนคนที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ อุจจาระมีสีดำ แดง ขาว เขียว หรือมีกลิ่นเหม็นเน่า ต้องรักษาด้วยการกิน ยารุ (ยาแผนไทยโบราณ) หรือสวนทวารหนักด้วยน้ำกาแฟอุ่น (เมล็ดกาแฟ Arabica มีฤทธิ์เพิ่มความแรง ในการบีบตัวของลำไส้ ส่วนเม็ดกาแฟ Robusta มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง) กินอาหารที่มีกากใยอาหาร (Fibre) เช่น กล้วยน้ำว้าสุก เป็นต้น และดื่มน้ำต้มข่า และมะขามเปียก หรือน้ำต้มลูกสมอไทย หรือลูกสมอเทศ ควบคู่กันไประยะหนึ่ง เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
นอกจากสมุนไพรที่กล่าวไปแล้ว ยังมีสมุนไพรไทยอีกหลายชนิด ที่มีสรรพคุณ ช่วยขับสารพิษได้ ในกรณีต่าง ๆ ได้แก่ บัวบก ช่วยลดการอักเสบภายใน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ บำรุงตับ ขับโลหิตระดู บำรุงสมองและประสาท รางจืด ใช้ถอนพิษเบื่อเมาจาก เหล้า แอลกอฮอล์ ยาฆ่าแมลง ฟอร์มาลีน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดไข้ ลดความดันโลหิต ป้องกันมะเร็ง เหงือกปลาหมอ ใช้ป้องกันโรคมะเร็ง แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยให้ระดูมาตามกำหนด ใบย่านาง (ใช้ปรุงซุปหน่อไม้อีสาน) คั้นสด ใช้ลดความดันโลหิต แก้โรคเก๊าท์ ลดไข้ ขลู่ กระเจี๊ยบแดง หญ้าหนวดแมว หนวดข้าวโพด ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะ และกรวยไตอักเสบ (มักเกิดกับสตรี) ลดความดันโลหิต เกสร และดอกคำฝอย บำรุงเลือด ลดคลอเลสเตอรอล ขับโลหิตระดู ชาเขียว ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ซึ่งถ้าดื่มขณะอุ่น ๆ ก็จะไม่ทำให้ท้องผูก
การใช้สมุนไพรพื้นบ้านอย่างเหมาะสม ถือว่าการล้างพิษ ได้สำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง จากนั้นจึงใช้วิธีล้างพิษ ด้วยการอดอาหาร เพื่อให้อวัยวะภายในได้พัก โดยเริ่มจาก การหยุด กินจุบจิบไม่มีมื้อ และกินผักผลไม้ เป็นอาหารมื้อเย็น ส่วนอาหารมื้อหลัก ควรเลือกกินอาหารที่ ไม่ทำลายสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารที่ล้างไม่สะอาด ปนเปื้อนสารเคมี มีไขมันมาก กรอบหรือไหม้ไฟ รวมทั้งทำจิตใจให้สงบ เป็นสมาธิ เพื่อให้ฮอร์โมน เป็นปกติ คุณก็จะเป็นคนที่แข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมจะสู้งานหนักได้ทุกวัน (จากวารสารซีเมนต์ไทย ปีที่ 2 ฉบับที่ 3)