"นวด" ศาสตร์แห่งการบำบัด และผ่อนคลาย

ปัจจุบัน เราจะเห็นธุรกิจเกี่ยวกับ การนวดผุดขึ้นมา ราวกับดอกเห็ดในฤดูฝน ทำให้ผู้บริโภคเลือกไม่ถูกว่า จะเข้าร้านไหนดี เพราะดูเหมือนกันไปหมด แถมผู้บริโภคส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ประโยชน์ที่แท้จริง ของการนวดแบบต่าง ๆ นั้นคืออะไร และการนวดแบบไหน ที่เหมาะสมกับตนเอง

การนวดถือเป็นศาสตร์ แห่งการบำบัด และผ่อนคลาย เพราะมีประโยชน์ต่อ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพ ช่วยขจัด ของเสียในกล้ามเนื้อ คลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น และผิวพรรณเต่งตึง ส่งผลดีต่ออวัยวะภายในร่างกาย โดยช่วยให้กระเพาะ อาหาร และลำไส้ บีบตัว ท้องไม่อืดเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร อีกทั้งยังทำให้จิตใจ ผ่อนคลาย ลดความเครียดและกังวัล ตลอดจนบำบัดอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ข้อเท้าแพลง เป็นต้น

ก่อนจะตัดสินใจไปนวด ไม่ว่าจะเพื่อบำบัดความเจ็บป่วย หรือเพื่อผ่อนคลาย ก็ตาม ควรทำความรู้จักกับการนวดแบบต่าง ๆ ไว้บ้าง

นวดเท้า กำเนิดในประเทศจีน เมื่อราว 5,000 ปีก่อน โดยเริ่มใช้ กับฮ่องเต้ และเหล่าขุนนางในวัง แพทย์จีนในสมัยนั้น ค้นพบทฤษฎี การสะท้อนประสาทวิทยา (Reflexology) ที่ฝ่าเท้า หลังเท้า ซึ่งสามารถแสดงถึง สุขภาพของร่างกาย และการนวด กดจุดในตำแหน่งต่าง ๆ ให้กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ตลอดจนธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และทอง (ปัจจุบัน อาจเรียกว่า ฮอร์โมน เอนไซม์ โคเอนไซม์ ฯลฯ) ของร่างกาย ให้ทำงานได้ อย่างสมดุล และช่วยบำบัดโรค เช่น บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หรืออาการท้องผูก เป็นต้น

การนวดกดจุดตามร่างกาย น่าจะมีมานานกว่า การนวดเท้า เพราะการกดจุดต่าง ตามร่างกาย เกิดได้โดยสัญชาตญาณ สังเกตได้จากคนที่เคร่งเครียดปวดหัว ก็เอามือทั้งสองข้าง ขึ้นกดขมับ โดยไม่ต้องมีใครสอน แต่การกดจุดก็มี พัฒนาการ จากการลองผิดลองถูก จนพัฒนามาเป็น การฝังเข็ม เพื่อรักษาโรคต่าง ๆ

สำหรับการนวดในปัจจุบัน เราสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การนวดเพื่อสุขภาพ โดยผู้รับริการไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างไร และการนวดเพื่อซ่อมแซมสุขภาพ แก้ความเจ็บปวด

การนวดเพื่อสุขภาพ ได้แก่ การนวดเท้าเพื่อสุขภาพ หรือการนวดตัว ด้วยการทุบการสับ การคลึง การบีบ เพื่อผ่อนคลายเส้น และกล้ามเนื้อ การนวดเพื่อไล่ลมตามเส้น การปั่นเอว สะโพก ต้นขา หรือน่อง เพื่อสลายไขมัน ลดความอ้วน ตลอดจน การนวดผสมผสานด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือที่เรียกว่า Aroma Therapy

การนวดเพื่อซ่อมแซมสุขภาพ ได้แก่ การจัดกระดูกแบบ ไคโรแพร็กติค การนวดเพื่อฟื้นฟู เส้นเอ็นในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต และการดึง หรือการงัดเส้นเอ็น เพื่อแยกพังผืด ที่ยึดเส้นจนเกิดอาการเจ็บปวด เมื่อเคลื่อนไหวออก การใส่ไหล่หลุดเข้าที่ การนวดข้อแพลง

การนวดเพื่อสุขภาพ ผู้ถูกนวดมักไม่เจ็บ แต่การนวดเพื่อ ซ่อมแซมสุขภาพบางครั้ง จะเจ็บปวดมาก อย่างไรก็ตาม ผู้รับบริการนวด ควรรู้จักวิธีการนวดที่ใช้กันบ้าง เพื่อป้องกันความผิดพลาด และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

การกด มักใช้นิ้วมือ หรือข้อศอกกดลง ที่ส่วนของร่างกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือด ที่บริเวณนั้น เมื่อลดแรงกดลง เลือดก็จะพุ่งมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือด ทำหน้าที่ได้ดี ช่วยการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้ากดหนักเกินพอดี หรือนานเกินไป จะทำให้เกิดโทษ ทำให้เส้นเลือดฉีกขาด เกิดรอยช้ำเขียว บริเวณที่กดนั้น

การคลึง ใช้หัวแม่มือ นิ้วมือ หรือส้นมือออกแรงกด ให้ลึกถึงกล้ามเนื้อ ให้เคลื่อนไปมา หรือคลึงเป็นลักษณะวงกลม อย่างไรก็ตาม การคลึงที่รุนแรงมาก อาจทำให้เส้นเลือดฉีกขาด ถ้าคลึงแรงเกินไป ที่เส้นประสาทบางแห่ง อาจทำให้เกิดความรู้สึกเสียวแปลบ ทำให้เส้นประสาทอักเสบได้

การบีบ เป็นการจับกล้ามเนื้อ ให้เต็มฝ่ามือ แล้วออกแรงบีบ ที่กล้ามเนื้อ เป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด มายังกล้ามเนื้อ ช่วยให้หายเมื่อยล้า และลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม การบีบแรง หรือนานเกินไป จะทำให้ กล้ามเนื้อช้ำ เพราะ เกิดการฉีกขาด ของเส้นเลือด ภายในกล้ามเนื้อ

การดึง เป็นการออกแรง เพื่อที่จะ ยึดเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อ หรือพังผืดของข้อต่อ ที่หดสั้น เข้าไปออก เพื่อให้ส่วนนั้น ทำหน้าที่ได้ตามปกติ ในการดึงข้อต่อ มักจะได้ยินเสียงลั่นในข้อ ซึ่งแสดงว่าการดึงนั้นได้ผล แต่ไม่ควรจะดึงต่อไปอีก สำหรับกรณีที่ ไม่ได้ยินเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดเสียง เสียงลั่นในข้อต่อ เกิดจากอากาศที่ได้ซึมเข้าข้อต่อ ถูกไล่ออกไป อย่างไรก็ตาม การดึงอาจทำให้เส้นเอ็น หรือพังผืดที่ฉีกขาดอยู่แล้ว ขาดมากขึ้นอีก ดังนั้น จึงไม่ควรดึง เมื่อมีอาการแพลงของข้อต่อ ในระยะเริ่มแรก ต้องรออย่างน้อย 14 วัน หลังการบาดเจ็บ จึงจะดึงได้

การบิด เป็นการออกแรง เพื่อหมุนข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ให้ยึดออกทาง ด้านขวาง ซึ่งก็ควรระมัดระวัง เช่นเดียวกับการดึง

การดัด เป็นการออกแรงเพื่อ ให้ข้อต่อที่ติดขัด เคลื่อนไหวได้ ตามปกติ การดัดต้องออกแรงมาก และค่อนข้างรุนแรง ซึ่งก่อนดัดผู้นวด จะต้องศึกษาเปรียบเทียบ ช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อที่จะทำการดัด กับข้อต่อปกติ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึง อายุของผู้ถูกนวด ยิ่งอายุน้อย การเคลื่อนไหว ของข้อต่อ ก็ต้องดีกว่าผู้สูงอายุ แต่การดัด อาจทำให้กล้ามเนื้อ ฉีกขาดได้ ถ้าผู้ถูกนวดไม่ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อต่อนั้น หรือกรณีที่ดัดคอ ในผู้สูงอายุ ซึ่งมีกระดูกบาง การดัดที่รุนแรง อทาจทำให้กระดูกหักได้ ส่วนผู้ป่วยอัมพาต ที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ไม่ควรใช้วิธีดัด เพราะอาจทำให้ ข้อต่อเคลื่อนออกจากที่เดิม หรือกรณีที่ข้อเท้าแพลง ก็ไม่ควรทำการดัดทันที เพราะอาจทำให้อักเสบ และปวดมากขึ้น

การตบ การทุบ การสับ เป็นการออกแรง กระตุ้นกล้ามเนื้อ อย่างเป็นจังหวะ มักใช้กับบริเวณหลัง เพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดคอ อย่างไรก็ดี การตบ ทุบ หรือสับ ที่แรงเกินไป อาจทำให้ กล้ามเนื้อชอกช้ำ และบาดเจ็บได้

การเหยียบ เป็นวิธีที่มักให้เด็กเล็ก หรือผู้มีน้ำหนักเบา ขึ้นไปเหยียบ หรือเดินบนหลัง อย่างไรก็ตาม หากน้ำหนักที่เหยียบแรงเกินไป อาจทำให้กระดูกสันหลังหัก และทิ่มแทงไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตได้ หรือมิฉะนั้น ก็เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต เป็นต้น

เมื่อพอรู้หลักพื้นฐานของการนวดแล้ว เราก็สามารถเลือกชนิด และวิธีที่เหมาะสม กับตัวเองได้ หากต้องการผ่อนคลายความตึงเครียด การนวดเท้าเพื่อสุขภาพ ก็ค่อนข้างปลอดภัย แต่หากปวดเมื่อยตามร่างกาย ก็ควรพิจารณ ดูถึงสาเหตุด้วย เพราะบางครั้ง อาจเกิดจาก อาการผิดปกติ ของอวัยวะภายใน เช่นอาการปวดเอว อาจเกิดจากโรคไต แต่หากต้องรักษา ความเจ็บปวดตามร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อน

ที่สำคัญคือ เมื่อถูกนวดแล้วเจ็บ ควรจะบอกให้ผู้นวดรู้ทันที ก่อนที่เกิดอันตรายขึ้น

(จากวารสารซีเมนต์ไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 1)



Copyright © 2000 www.StoneLover.com , ®All rights reserved.
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร 2543-2544 www.StoneLover.com
E-mail : TheLoverGroup@hotmail.com